งานยุ่ง อย่างกับยุงตีกัน อะไรไม่รู้ ประดังโถมเข้ามา
มองไปที่ปฏิทิน อ้าว ครึ่งปีแล้ว โอว เวลาช่างผ่านไปเร็วนัก
เดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี่ ถือเป็นเดือนแรก ที่ทำให้แม่ปูรู้สึกว่า ฉันทำงานธนาคาร
เพราะเป็นเดือนที่งานเยอะสุดๆ อยู่เย็นทุกวัน ตั้งแต่ช่วงก่อนอาทิตย์สุดท้ายเกือบสิ้นเดือน
โดยเฉพาะว่า มันเป็นครึ่งปีไง โปรเจ็คทั้งหลายก็เลยประดังกันเข้ามา
/ / /
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก
ถ้าไม่มีลูก เราคงไม่รู้ค่าของเวลา
แล้วเราคงไม่เคยคิดแบบนี้
ไม่เคยนั่งนึกเสียดาย ที่บางครั้ง เราได้ปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์
..
1 เดือนที่ผ่านมา
กับอะไรๆ ที่ถาโถม แวะเวียนเข้ามาในชีวิต
ทั้งที่ประสบพบ และ ไขว่คว้าหามา
เปลี่ยนมุมมองของชีวิตให้มองอะไรได้กว้างขึ้น
รู้ถึงความเที่ยง และ ความเบี่ยง
ของความเป็นจริง
.........................
รู้ว่า ตัวเราเอง และ สังคมที่ทับซ้อน
รวมถึงสิ่งที่สั่งสมมา ทั้งตั้งใจ และไม่ตั้งใจ
ในประสบการณ์ วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ และ สิ่งแวดล้อม
บ่อยครั้งที่ทำให้เราจม อยู่ในความหมกมุ่นบางอย่าง จนแทบจะสำลัก
และอีกบ่อยครั้งที่ทำให้เราจมไม่ลง
เหตุด้วยทิฐิ และ ความถือดี อวดดี ทั้งที่จริงอาจมีหรือเปล่าก็ไม่รู้
จริงๆ แล้ว ความรู้สึก นึกคิด มันผ่านมา แล้วก็ผ่านไป
เปลี่ยนแปลงไป เกิด-ดับๆ แวะเวียนมา
บางเรื่องอยากจับไว้ คิดต่อยอด แต่คว้าได้แต่ลมแผ่วๆ
แต่บางเรื่อง แวะเวียนมาอยู่นั่น ทำให้คิดว่ามันสำคัญ และต้องการความใส่ใจ
โดนมายาของความรู้สึกในจิตใจหลอกซะได้
......................
นี่แหละ
วิธีคิด ถ้าคิดเป็น ทุกข์ก็ไม่มี
อย่าติดกับ...กับดักของความคิด
มันจะทำให้มืดมิด ไม่มีทางออก
ไม่มีใครเลี่ยงกฏของธรรมชาติ ถึงความไม่เที่ยงในสิ่งใดๆ ได้
สติเท่านั้นที่สามารถกำกับจิตให้มีสัมปชัญญะ
/ / /
นตไม่สบายมาสองวัน สองคืนละ เหนื่อยจัง
อาการของนต ทำให้เกาะแม่เป็นตุ๊กแกตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน
รับรู้ได้ถึงความรู้สึกนึกคิด ความอิจฉาของพรีม ที่มีต่อนต..เฮ้อ
เช้าก็ทำงาน กลางคืนก็ดูนต
ดีนะ ที่นมแม่ไม่ลดสักเท่าไร
ไว้มาบันทึกเรื่องเจ่เจ๊ ทำให้อมยิ้มได้ตลอด โดยเฉพาะพักนี้
ที่ขยันเล่านิทานในช่วงเวลารถติดให้ฟัง
ทำให้รู้ถึงจินตนาการของพรีมในช่วงนี้
ว่ามีความคิด พะวง เรื่องอะไร
รักสองแก้มกลมที่สุด
...........................
แด่ทุกทุกวันที่เรารักกัน
แด่ทุกทุกวันที่เรามีกันและกัน
(เก็บมาฝาก)
มีชายหนุ่มคนหนึ่งมีความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องความรักที่แท้จริง
เขาครุ่นคิดเรื่องนี้มานาน แต่ก็ไม่เข้าใจสักที
แม้ว่าเขาจะผ่านการมีความรักด้วยการแต่งงานแล้วก็ตาม
แต่ชายหนุ่มก็ยังสงสัยอยู่ดีว่า
ทำอย่างไรความรักที่ตนต้องการ จะอยู่กับตัวเองได้นานๆ ต่อมามีคนแนะนำ
ให้ไปขอคำตอบจากอาจารย์เซน เขาจึงได้ไปหาท่านและเล่าความในใจให้ฟัง
"ท่านอาจารย์ครับ ผมมีภรรยาแล้ว
แต่ปัจจุบันนี้ผมกลับไปชอบผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ไม่ใช่ภรรยาของตน
ทำให้รู้สึกสับสนในเรื่องนี้มาก ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไรดี
ผมจึงมาปรึกษาอาจารย์เพื่อที่จะหาทางออกในเรื่องนี้"
"แน่ใจแล้วใช่ไหมว่าผู้หญิงที่เธอรักนั้น จะเป็นคนเดียวและคนสุดท้ายในชีวิตของเธอ?"
"ผมคิดว่าคนที่ผมกำลังรักอยู่นี่แหละ คือคนสุดท้ายจริงๆ
ผู้หญิงคนใหม่คงจะเหมาะสมที่สุดแล้วครับ"
"ถ้าเธอคิดเช่นนี้ ก็จงไปหย่ากับภรรยาซะ"
"ท่านอาจารย์ทำไมพูดเช่นนี้ล่ะ เพราะภรรยาของผมช่างดีต่อผมเหลือเกิน
เป็นคนสุภาพอ่อนโยน ใจดี และฉลาดในทุกเรื่อง
ถ้าผมทิ้งเธอไป จะไม่เป็นการใจร้ายต่อเธอไปหน่อยหรือครับ"
"ก็ในเมื่อเธอมีครอบครัวแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้จักรักครอบครัวของตัวเอง
การทำอย่างนี้ ยังจะชื่อว่ามี คุณธรรมอยู่อีกหรือ"
"ที่ท่านพูดมาก็ถูก เพราะภรรยาของผมมีความดีมากมาย ผมจึงไม่กล้าทิ้งเธอไป"
"ถ้าเช่นนั้น ก็แสดงว่าภรรยาของเธอเป็นคนที่โชคดีมาก"
"ภรรยาของผมจะโชคดีได้อย่างไร ในเมื่อผมจะขอหย่ากับเธอ?"
การโต้ตอบในเรื่องความรักดำเนินมาได้สักพัก
ชายขี้สงสัยก็ยังมองไม่เห็นแก่นแท้ในเรื่องนี้อยู่ดี
อาจารย์ จึงได้อธิบายความหมายที่นำไปสู่การเข้าใจรักที่แท้จริงให้เขาได้รับทราบว่า
"เพราะในชีวิตการแต่งงานของผู้หญิงคนนั้น
ยังมีความรักที่เขามีต่อสามีเก็บไว้เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจอยู่
แต่สำหรับผู้เป็นสามี ชื่อว่าได้สูญเสียความรักไปหมดแล้ว
เพราะได้แบ่งใจไปชอบหญิงอื่น
หญิงผู้เป็นภรรยาจึงโชคดี ที่ได้ครอบครองความรัก
แต่ชายผู้เป็นสามีชื่อว่าเป็นคนที่โชคร้าย เพราะได้สูญเสียความรักไปแล้ว"
เมื่ออาจารย์กล่าวให้ข้อคิดดังนี้
ท่านก็นำเทียน 3 เล่มมาปักเป็นแถวไว้ตรงหน้า
แล้วจุดให้เกิดมีแสง
สว่างทั้งสามเล่ม พร้อมกับถามชายหนุ่มว่า
"เธอจงดูเทียนทั้งสามเล่มนี้ที่ปักอยู่ตรงหน้า และตอบให้ได้ว่าเล่มไหนสว่างที่สุด?"
"ดูไม่ออกครับว่าเล่มไหนสว่างที่สุด เพราะเท่าที่ตาของผมมองเห็น ทุกเล่มสว่างเท่ากัน"
"เทียนทั้งสามเล่มนี้เปรียบเสมือนหญิงสาวสามคน
หนึ่งในนี้ก็มีผู้หญิงที่เธอรักในปัจจุบันรวมอยู่ด้วย
ลองคิดดูสิแม้เทียนเพียงสามเล่ม เธอก็ยังไม่สามารถรู้ได้ว่าเล่มไหนสว่างที่สุด
แล้วผู้หญิงที่มีอยู่เป็นแสนเป็นล้านล่ะ จะรู้ได้อย่างไรว่าคนไหนรักเธอที่สุด
และเป็นคนสุดท้ายในชีวิตที่เธอจะรักได้"
เมื่ออาจารย์กล่าวมาถึงตรงนี้ ชายหนุ่มก็ได้แต่อึ้งต่อถ้อยคำของท่าน
และเพื่อเป็นการชี้ให้เห็นความจริงของความรัก ท่านจึงกล่าวต่อไปอีกว่า
"ถ้าอย่างนั้น ให้เธอนำเทียนทั้งสามเล่มมาปักตรงหน้า
แล้วเรียงลำดับเป็นแถวเรียงตอนลึกต่อๆ กันไป
และให้ดูอีกครั้งว่าเล่มไหนสว่างที่สุด"
ชายหนุ่มได้ทำตามคำชี้แนะของอาจารย์
โดยปักเทียนเป็นแถวตอนลึกเรียงต่อกัน
แล้วมองไปยังเทียนที่ปักอยู่ตรงหน้าด้วยความใส่ใจ พร้อมกับตอบคำถามว่า
"เล่มที่อยู่ตรงหน้าของผมสว่างที่สุดครับ"
"เมื่อเธอได้คำตอบเช่นนี้แล้ว ก็ให้นำเทียนทั้งสามเล่มไปปักเรียงไว้เป็นแถวตามเดิม
แล้วตอบใหม่อีกครั้งว่าเล่มไหนสว่างที่สุด"
"ถ้าทำแบบนี้ ก็ตอบไม่ได้ว่าเล่มไหนสว่างที่สุด
เพราะผมมองเห็นแสงสว่างที่มีอยู่เท่ากันเหมือนเดิม"
เมื่อการถามและตอบในเรื่องดังกล่าวสิ้นสุดลง
อาจารย์จึงมองมาที่ชายหนุ่มผู้กำลังสับสนในความรัก และ
กล่าวเตือนสติเพื่อให้เขารู้จักเลือกที่จะรักอย่างคนที่เข้าใจ
"รู้ไหมว่าทำไมเธอจึงรู้สึกรักผู้หญิงคนล่าสุด
เพราะว่าเธอเอาจิตใจไปจดจ่อที่ผู้หญิงคนนั้น
เหมือนกับที่นำเทียนมาตั้งเรียงต่อกันเป็นแถวตอนลึก
และเธอก็เห็นเทียนที่ปักอยู่ตรงหน้าได้ชัดเจนที่สุด
เพราะความรู้สึกรักหรือชังนั้น เกิดมาจากใจของเรา
แต่เวลาที่นำเทียนไปวางไว้เป็นแถวเท่ากันเหมือนเดิม
ก็มองเห็นสิ่งที่มีอยู่เท่าๆ กัน ไม่มีเล่มไหนสว่างมากกว่ากัน
ดังนั้น การกล่าวว่าผู้หญิงที่ไม่ใช่ภรรยาของตนเป็นผู้หญิงที่เธอรักมากที่สุด
และจะรักเป็นคนสุดท้ายนั้น จัดว่าเป็นมายาทางจิต
เพราะแต่ก่อนเธอก็เคยคิดต่อภรรยาที่แต่งงานกันเช่นนี้
แต่เพราะจิตไร้สติครอง
เธอจึงมองสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาด้วยภาวะที่ไหวเอนไปตามแรงอารมณ์
แต่แท้ที่จริงแล้ว อารมณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเสมือนพระจันทร์ที่อยู่ใต้น้ำ
เพราะในที่สุดก็คือความลวงที่คิดว่าเป็นความจริง
ด้วยเหตุนี้ เธอจึงควรทบทวนความต้องการของใจให้ดี
ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป"
ชุติปัญโญ
....................................................
เคล็ดลับชีวิต
ความรัก ไม่เคยให้อะไรกับคนที่อยากได้รัก
แม้ให้ได้แค่ครึ่งหนึ่งของความต้องการ ก็หาได้ไม่
ปล... เมื่อเช้าซื้อพุดซ้อนมา 1 กำ เจ้าการ์ดิเนียหอมหวล
รู้สึกสงบดี ชอบจัง กลิ่นดอกไม้ไทย