สุข...ในหัวใจ
สงวนลิขสิทธิ์ ตามพรบลิขสิทธิ์ 2539 ห้ามผู้ใดละเมิดไม่ว่าการลอกเลียน หรือการนำส่วนหนึ่งส่วนใดของภาพ และ ข้อความ ในไดอารี่แห่งนี้ไปใช้ ทั้งโดยเผยแพร่และอ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด
หายไปเลย... ไดร้างประมาณครึ่งเดือนกว่าได้
โถ... บันทึกฟันหลอ
อย่างที่เคยบอก ว่าทำงานมาตั้งนาน... เพิ่งมารู้สึกว่า
เออ นี่ เราทำงานธนาคารนะ ก็ช่วงนี้แหละ
ช่วงที่งานล้นโต๊ะ กลางเดือน และ ไตรมาส 3
ฮือ ฮือ
มีแต่พวกตรวจสอบ เดินพาเรดเข้ามาเป็นระยะๆ
ดูจากตารางแล้ว นี่ยาวไปถึงเดือนกันยาเลยนะนั่น
ไม่เป็นไร ... จองคิวพักผ่อนไว้ละ
เดือนตุลา ปลายเดือน ไปเที่ยวทะเลวันปิยะฯกัน ก๊ากกกกก
เอาไว้เป็นกำลังใจในการทำงาน
........................................................................
ระหว่างนี้ ก็มีความสุขตามประสา แม่ลูกสอง..เวอร์กิ้งมัม
นตโตะจังของแม่ มีพัฒนาการจากหนอนน้อย กระดึ๊บ ๆ
เป็นทหารราบ แล้วก็กลายเป็นนักว่ายน้ำบกรุ่นจิ๋ว
ตอนนี้ เป็นหนุ่มน้อยเตาะแตะ ช่างซน และ ทะเล้นเป็นที่สุด
พรีมจัง ก็ตุ๊ยนุ๊ยจนน่ากลุ้ม เรื่องของเธอ มีมากมายนานับประการ
ให้ลองสมอง ประลองปัญญา ปรับตัว ปรับความคิดได้สม่ำเสมอ ให้แม่ได้มีความคิดที่ไม่ตกรุ่น
นี่แหละ จะปล่อยตัวให้แก่ตามวัยได้อย่างไร วัยวุฒิ และ คุณวุฒิ ต้องเข้มข้น และเท่าทัน สองเข็มทิศนี้ให้เสมอกันสิ
..........................................
เมื่อกลางเดือน นั่งดูข่าวในพระราชสำนักกันกับเด็กๆ
มีภาพเด็กไหว้ครู ยัยพรีมหันมามองหน้าแม่
หม่าม๊าๆ ดูหนูนะ
แล้วพรีมก็หันหน้าไปทางทีวี พนมมือป้อง แล้วก็ร้องเพลง
ปาเวรา อารียาโหทิ....... ฟังแล้วขำ
หม่าม๊าช่วยพรีมร้อง ด้วยการร่วมร้องด้วยทำนองและ เนื้อที่ถูกต้อง
พรีมหันมายิ้ม หม่าม๊าก็ร้องได้เหรอ
อือ ตอนหม่าม๊าเป็นเด็กนักเรียน หม่าม๊าก็ต้องร้องเหมือนกัน
อ้าว หม่าม๊าเรียนโรงเรียนเซนต์หลุยส์ศึกษาเหมือนกันเหรอ
เปล่าค่ะ เรียนอยู่คนละโรงเรียน แต่ที่โรงเรียนไหนๆ เค้าก็ร้องเพลงนี้
ใช้เพลงเดียวกันร้องในวันไหว้ครู เหมือนกันทุกโรงเรียนนั่นแหละ
อ้าว ฮ่าๆๆ เหมือนกันเลย มิน่าล่ะ แม่ถึงร้องได้
เอ๋า ทำเป็นขำ
พรีมหันมายิ้มตาหยีใส่
................................
ยัยพรีมจัง ยังคงขี้อ้อน ตามพัฒนาการถดถอยเนื่องจากต้องการแย่งความรักของแม่จากน้อง
สัมมาการน้ำหนักของยัยหมูน้อยพรีมจัง แปรได้ตามนี้
น้ำหนักของ ยัยหมูน้อยพรีมมี่จัง > (น้ำหนักของ แม่ปู + น้ำหนักของ นตโตะ)/2
บางครั้ง หมั่นไส้ยัยพรีม อ้อมไปด้านหลัง โอบเอวหนาๆ ของพรีมไว้ แล้วก็ฮึดดดดดดดดด
อุ้มพรีมตัวลอย จับหมุนนนนนนนนนนนน ............ โอยยยย ตัวจะปลิว ได้แค่ 3 รอบ เยอะสุด
ก็ต้องปล่อยลง ไม่ไหว แม่ปูจะเป็นลมมมมมมมมมมมมมมมม
เสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา พรีมบอกว่า ครูให้ผู้ปกครองพาเด็กศึกษาเรื่องปลาหมึก
ให้พาไปดู แล้ว ถ่ายรูปให้ดูด้วย เอาไปส่งครูวันจันทร์
บร๊าเรอะ....... ครูเห็นว่าผู้ปกครองว่างทุกคนรึไง (คำบ่นปรกติของผู้ปกครองยุคนี้)
เช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา เลยพูดชวนพรีมไปตลาด
พรีมถามว่าจะไปทำไม
อ้าว ก็จะพาหนูไปดูปลาหมึกที่ตลาดไงคะ เอามาทำกับข้าวกินกันด้วยไง
ทำไมแม่ไม่พาหนูไปโอเชี่ยนเวิลด์ล่ะ
ที่พารากอนนะเหรอ ไปทำไม
ไปดูปลาหมึกสิ
มีที่ไหน มีแต่แมงกระพรุน กับฉลามต่างหาก...มั่วนี่นา
เจ้าฟลุ๊คมาที่บ้านพอดี เลยบอกกับฟลุ๊ค แล้วก็ให้ฟลุ๊คเปิดเน็ต ช่วยน้องทำการบ้าน
ฟลุ๊ครีบกุลีกุจอ เล่นเน็ต ของถนัดคร๊าบบบบบบบบบ
เห็นสองพี่น้องง่วนกันหน้าจอแล้วก็ยิ้ม ดีจัง ช่วยทุ่นแรง
ถ้าแม่สอน พรีมคงเครียด เพราะแม่ชอบดุ จริงจัง เอาการเอางานเกินไป
นี่แหละ ให้ฟลุ๊คสอน แล้วค่อยแทรก ท่าจะดีกว่า มีแรงผลักดันมากกว่า
ฟลุ๊คเข้า google ทันที search หาคำว่า ปลาหมึก
หม่าม๊าถามพรีมว่า ครูให้หาข้อมูลปลาหมึกเกี่ยวกับอะไร รู้รึเปล่า
พรีมตอบทันควัน ถามว่าปลาหมึกกินอะไร อยู่ที่ไหน มีกี่อย่าง
อ้าว ฟลุ๊ค ได้ยินแล้วใช่มั้ยคะ
ฟลุ๊คพยักหน้ารับ แล้วก็พาพรีมมี่ท่องเน็ตกัน หุ หุ
ฟลุ๊คตะโกน นี่ไงๆ เจอแล้ว ปลาหมึกยักษ์กินคน
พรีมหัวเราะร่วน............เอาเข้าแล้วไง กะแล้วเชียว
สักพัก สองคนหัวเราะคิกๆ คักๆ
อันนี้มั้ยน้องพรีม ปลาหมึกยักษ์กินปลาฉลาม
พรีมหัวเราะร่วนอีก..........สนุกกันใหญ่
แว่ปไปดู เปิดคลิปกันเฮฮา
พรีมมีเกมส์ด้วยนะ มีตกปลาหมึกรึเปล่าเดี๋ยวนะ
ฟลุ๊ค แล้วไม่มีข้อมูลบ้างเหรอ มีแต่คลิปอ่ะ หม่าม๊าแอบอยู่ด้านหลัง กระซิบบอกเด็กๆ
สะดุ้งกันเลย ฟลุ๊คทำหน้าแหย
ทำการบ้านให้เสร็จก่อนสิ แล้วค่อยเล่นนะ
หม่าม๊าเสิร์ชใหม่ เข้าเวปการประมง เรื่องการเลี้ยงปลาหมึก
แล้วก็อ่านให้เด็กๆ ฟัง
......................นี่ไงพรีม
เค้าบอกว่า ปลาหมึกมีหลายชนิดด้วยนะคะ
มีปลาหมึกกล้วย ปลาหมึกกระดอง ปลาหมึกสาย
พรีมพูดแทรก...... ใช่ คุณครูหนิงก็บอกแบบนี้ล่ะแม่ มีปลาหมึกกระดอง ปลาหมึกกล้วย
แล้วก็ปลาหมึกสายเหมือนกันเลย
แล้วพรีมรู้มั้ยว่า มันมีอะไรต่างกันอีก
ปลาหมึกกล้วย ตัวผอมๆ เหมือนกล้วย มีหนวด 10 เส้น
ปลาหมึกกระดอง ตัวอ้วนกลม เหมือนลูกบอลแบนๆ มีหนวด 10 เส้นเหมือนกัน
ส่วนปลาหมึกสาย คงมีหนวดเป็นสายๆ ยาวกว่าเพื่อน มีหนวดแค่ 8 เส้นเองนะ
หม่าม๊าหยุดอ่าน มองหน้าเด็กๆ ว่ายังสนใจกันอยู่รึเปล่า... อืมม์ ใช้ได้ ต่อเลย
แล้วปลาหมึกก็เป็นสัตว์กินเนื้อ คง กินปลา กินกุ้ง ตัวเล็กๆ ในน้ำ
แล้วเด็กๆ รู้มั้ยว่า คนเรามีเลือดสีอะไร
สีแดง สองคนประสานเสียง
แน่นอนอยู่แล้ว ..... ใช่ คนเรามีเลือดสีแดง เพราะ คน เป็นสัตว์เลือดอุ่น
แต่ปลาหมึกน่ะ อยู่ในน้ำ เป็นสัตว์เลือดเย็น มีเลือดสีอื่นที่ไม่ใช่สีแดง
แต่เป็นเลือดสีน้ำเงินล่ะ เหมือนปูเลย
พรีมกับฟลุ๊ค ทำหน้าอู้หู ....
เปิดคลิปปลาหมึกพรางตัวให้เด็กๆ ดู
เป็นคลิปปลาหมึกที่ซ่อนตัวอยู่กับพุ่มดอกไม้ทะเล
พอคนถ่ายคลิปเข้าใกล้ มันก็ปรากฏตัวให้เห็น
แล้วก็พ่นหมึกใส่ ก่อนดีดตัวว่ายน้ำหนีไป
พรีมกับฟลุ๊คชอบมาก ขอดูอีกสอง-สามรอบ หึ หึ
พอละ เล่นเกมส์กันได้แล้ว อย่าเล่นนานนะ
หม่าม๊าเดินไปหยิบกระดาษ มาพับเป็นรูปปลาหมึกให้พรีมเอาไปโรงเรียน
แล้วก็ปล่อยให้เด็กๆ เล่นเกมส์กันต่อ........หนุกหนานเลยสิทีนี้
.................................................................
เย็นวันจันทร์
ถามพรีมในรถตอนกลับบ้านเรื่อง รายงานปลาหมึก
พรีมบอกว่า วันนี้ครูถามเหมือนที่หนูบอกแม่ล่ะ ว่าปลาหมึกกินอะไร
แล้วพรีมตอบว่าอะไรคะ
หนูก็ตอบว่า ปลาหมึกยักษ์น่ะ กินคน กินปลาฉลาม
แล้วไงอีก
ครูก็ถามว่า ปลาหมึกมีกี่ชนิด หนูก็ตอบได้
แล้วจำได้ด้วยมั้ยว่าแต่ละชนิดมีหนวดกี่เส้น
จำได้สิ ปลาหมึกกล้วยมีหนวด 10 เส้น ปลาหมึกกระดองก็มีสิบเส้น
แต่ปลาหมึกสายมีแค่ 8 เส้นเอง
เก่งจัง แล้วปลาหมึกมีเลือดสีอะไรคะ
สีน้ำเงินไงแม่ เหมือนปู.....................^^*
ไม่เหนื่อยฟรีแฮะ ดีจัง
แด่ทุกทุกวันที่เรารักกัน
แด่ทุกทุกวันที่เรามีกันและกัน
(เก็บมาฝาก)
การปล่อยวาง คือ หัวใจของการเป็นอิสระจากความทุกข์ทั้งหลาย
เพราะกล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว ความทุกข์ทั้งมวลเกิดจากความยึดติด
ยึดติดอดีตกับอนาคต ยึดติดสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นเอง ยึดติดปัญหาต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
รวมทั้งยึดเอาปัญหาต่างๆ มาเป็นของตน
ที่สำคัญคือ การยึดติดในตัวตน
เมื่อใดที่ปล่อยวางจากความยึดติดดังกล่าวได้ ความทุกข์ก็ไม่อาจทำอะไรเราได้อีกต่อไป
สติช่วยให้เรารู้ตัวเมื่อเผลอไปอาลัยอาวรณ์ในอดีต หรือวิตกกังวลกับอนาคต
พาจิตกลับมาอยู่กับปัจจุบันเมื่อรู้ตัวว่า เผลอไปจมอยู่กับเหตุร้ายที่ผ่านไป
แล้ว คอยทักท้วงใจไม่ให้หลงเชื่อความคิดปรุงแต่ง เพราะตระหนักว่า ความจริงอาจไม่เป็นอย่างที่คิด
ในยามที่เผลอกวาดเอาปัญหาต่างๆ มาทับถมใจจนหนักอึ้ง
สติช่วยให้เราแก้ปัญหาเป็นเปลาะๆ เป็นเรื่องๆ
ไม่เอาปัญหาใดมาครุ่นคิดหากยังไม่ถึงเวลา (หรือไม่ใช่เวลา) ที่จะแก้
เวลาพักผ่อน ก็พักผ่อนเต็มที่
เมื่อถึงเวลาแก้ปัญหา ก็ใช้ปัญญาอย่างเต็มที่
ไม่มามัวตีโพยตีพาย หรือน้อยเนื้อต่ำใจว่า ทำไมถึงต้องเป็นฉัน ?
ความทุกข์นั้นไม่ได้อยู่ที่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา แต่อยู่ที่ว่าเรามีท่าทีหรือรู้สึกอย่างไรกับมันต่างหาก
แม้ปัญหาจะหนัก แต่ถ้าเริ่มต้นจากการยอมรับมันว่า
เป็นความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ปฏิเสธผลักไสมันหรือก่นด่าชะตากรรม
ตั้งสติให้ได้แล้วหาทางแก้ไขมัน
แต่ขณะที่มันยังไม่หายไปไหน ก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน
ไม่หวนนึกถึงอดีตอันผาสุก หรือปรุงแต่งอนาคตไปในทางเลวร้าย
ขณะเดียวกันก็ไม่หมกมุ่นอยู่กับปัญหา หากปล่อยวางมันบ้าง ความสุขก็หาได้ไม่ยาก
นายทหารผู้หนึ่งไปเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ในฐานที่ทรงเคยเป็นอุปัชฌาย์ของตนมาก่อน
พอไปถึงประโยคแรกที่กราบทูลก็คือ หนักครับ ช่วงนี้แย่มากเลยครับ
ว่าแล้วเขาก็ทูลเล่าปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าเข้ามาในชีวิต
สมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงฟังอยู่นาน
แทนที่จะตรัสแนะนำหรือปลอบใจ
พระองค์กลับรับสั่งให้เขานั่งคุกเข่า ยื่นมือสองข้าง
แล้วพระองค์ก็เอากระดาษแผ่นหนึ่งวางบนฝ่ามือของเขา
นั่งอยู่นี่แหละ อย่าไปไหนจนกว่าข้าจะกลับมา
รับสั่งเสร็จพระองค์ก็เสด็จเข้าไปในตำหนัก
นายทหารนั่งในท่านั้นอยู่นาน จาก ๑๐ นาทีเป็น ๒๐ นาที
สมเด็จพระสังฆราชก็ยังไม่เสด็จออกมา เขาเริ่มเหนื่อย มือและขาเริ่มสั่น กระดาษชิ้นเล็กๆ หนักขึ้นเรื่อยๆ
จนประคองแทบไม่ไหว พอสมเด็จพระสังฆราชเจ้าเสด็จกลับมา
ก็ทรงถามว่า เป็นไง ? |