สุข ... แค่นี้พอ
สงวนลิขสิทธิ์ ตามพรบลิขสิทธิ์ 2539 ห้ามผู้ใดละเมิดไม่ว่าการลอกเลียน หรือการนำส่วนหนึ่งส่วนใดของภาพ และ ข้อความ ในไดอารี่แห่งนี้ไปใช้ ทั้งโดยเผยแพร่และอ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด
เคยได้อ่านบทความหนึ่ง
จับท่อนภาษาสวยงามกินใจได้เก็บไว้ใช้กับตัวเองว่า
คนเรา ควรรู้จักจดบันทึก เพื่อเป็นการฟื้นฟูความทรงจำของตน
จงรู้จักที่จะบันทึกความเสียใจ ความปวดร้าว ไว้เป็นเครื่องเตือนใจ และ เป็นบทเรียนของตน
และขณะเดียวกัน รู้จักที่จะบันทึกความสุข ชื่นใจ
ไว้เป็นแรงบันดาลใจ ก่อเกิดศรัทธาในการดำเนินชีวิตต่อลมหายใจให้ตัวเอง
เค้าบอกไว้อีกว่า
ระหว่าง ความเกลียด กับ ความพยาบาท... จงเลือกความพยาบาทเถิด
เพราะมันผูกติดใจ อยู่กับปัจจุบันมากกว่า ความเกลียด ซึ่งฝังรากลึก
การอยู่กับปัจจุบัน ทำให้เราได้ตระหนัก ทบทวนมัน ทุกวัน
อาจทำให้เราเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง ไม่เที่ยง
เฉกเช่นการบันทึก
จงบันทึกความเสียใจ ปวดร้าว ไว้บนผืนทราย
เมื่อกาลเวลาผ่านไป ลมอาจพัดพา เกลี่ยอักขระในผืนทรายลบเลือนให้หายไปได้
จงบันทึกความสุข ชื่นใจ สลักไว้บนพื้นหิน
เมื่อกาลเวลาผ่านไป รอยสลักไม่อาจลบเลือนได้หมด ระลึกถึงคราได้ ก็สัมผัสได้ ถึงความอบอวลของใจนั้น
เพียงอยากมีปาฏิหารย์ อย่าให้ความทรงจำที่ดีในชีวิตนี้ของฉัน ขาดหาย ลบเลือนไป ยามฉันชราเฒ่า
/ / /

เมื่อวันแม่ที่ผ่านมา .....
นตไปกับแม่ปู สังสรรกับครอบครัวหม่าม๊า
ส่วนพรีมไปกับพ่อ อาม่าทองพูน และ โกวเมย์...ไปเที่ยวบ้านโซโลกัน
ต้องแยกกันไป เพราะไปบ้านโซโลก็คงกลับมาไปกินข้าวกับอาม่าล้วงไม่ทันแน่
ดีนะ ที่ออกไปหาพวงมาลัยมาไหว้อาม่าทองพูนตอนเช้าแล้ว
ไหว้พร้อมพรีม กับ นต
ขอขมาลาโทษ ละกรรมกับอาม่า
พรีมเป็นตัวเอก รับมาลัยไปไหว้อาม่า ก้มลงกราบที่เท้าสวยงาม
อาม่าน้ำตาซึม ทำเอาหม่าม๊าร้องไห้ไปด้วย
อาม่าบอกว่า อยู่บ้านนี้ อย่าไปไหนนะ.............
จากนั้น พลพรรคบ้านนี้ก็เคลื่อนตัวออกเดินทางกันไป
หม่าม๊ารีบปั่นงานบ้าน (ที่ค้างอยู่นิดหน่อย)
ก่อนหอบนต ไปนั่งเล่นบ้านอาม่าล้วง
นตชอบล่ะ คนเยอะดี มีช่างตัดเสื้อนั่งอยู่ ให้นตได้แวะเวียนเล่น ทักทายด้วย
อาม่าล้วงห่อขนมเทียน ทำขนมเข่ง เตรียมของไหว้วันสราทจีน

/ / /
ขยันจังแม่เรา .... แอบบ่น ไม่มีคนรับถ่ายทอดวิชา
ฟังแล้วนึกถึงหนังจีน
ทว่า มันสามารถถ่ายทอดพลังให้กันได้ด้วยสองฝ่ามือ
นั่งสมาธิ แล้วประสานมือกัน
ส่งต่อพลัง ความคิด ความสามารถให้กันได้คงดี
ต ล ก ป่ า ว ... ยัยนวรัตน์ ตื่นๆๆๆ
/ / /
อ่าม่าล้วงหายไปอาบน้ำแต่งตัว ตอนใกล้เวลานัด
เราต้องนั่งแท๊กซี่หอบหิ้วกันไปหาป๊าหนุ่มของน้องพรีมที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
ไปนั่งรถตู้ป้ายแดง ไปกินข้าวเหลากัน อุ อุ
ฝนดันตกทั้งวัน เทวดา นางฟ้า คงร้องไห้รำลึกพระคุณแม่กันให้ระงม
ระหว่างรอ
เพื่อนอาม่าล้วงเดินเข้ามาแวะชิมขนมฝีมืออาม่า
แล้วก็แวะเล่นกับนต
นตเห็นคนแปลกหน้าเข้าจู่โจม
ยืนมองตาเขม็ง
พอเห็นเธอเดินเข้ามาใกล้ ทำท่าจะอุ้ม
นตล้มตัวลงนั่ง พร้อมโอบแขนข้างขวาเข้าหาตัว เบี่ยงตัวไปข้างหลัง หลบการจับกุม 5555
เพื่อนอาม่าหัวเราะ ขออุ้มหน่อยสิครับ นต
นตร้อง อื่อ... เสียงสั้นหนักแน่น ปฏิเสธพลัน
เพื่อนอาม่าขยับมาประชิดขึ้น
นตถัดก้นหนีไปทางขวา พร้อมมองออกไปนอกประตู
แล้วก็หันมามองหน้าเพื่อนอาม่า ทำแบบนี้อยู่สองครั้ง
แล้วนตก็ยกมือ ชื้ไปทางประตู พร้อมออกเสียง อู้ อู้
หม่าม๊ารู้ว่านตหมายถึงอะไร ขำล่ะ
เพื่อนอาม่ายังแปลไม่ออก ยังจะขออุ้มอยู่
นตเอามือโอบเข้าตัว แล้วเบี่ยงหนี สลับกับการชี้ออกไปนอกบ้าน
เพื่อนอาม่าทนฉงนไม่ไหว หันมาถามแม่ ว่านตบอกอะไร
หม่าม๊าหัวเราะ
เค้าก็เลยบอกว่า อ๋อ สงสัยบอกให้ฉันกลับบ้านไปได้แล้วมั้ง
...................555555555555 ใช่เลยค่ะ ... แต่หม่าม๊าไม่กล้าพูด ได้แต่มองนตยิ้มๆ
สักพัก อาม่าล้วงส่งเสียงมา บอกว่าไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วนะ
นตหันไปเล่นกับช่างเสื้อ และ คนงานต่อ จนเหงื่อท่วมละ ... ไว้มาลงรูปให้ดู นตทำหน้าเจ้าเล่ห์ดี
ใกล้เวลาแล้ว....ขอคนงานอุ้มนตไปดูอาม่าล้วง ว่าแต่งตัวงามเสร็จรึยัง
กลับลงมา เล่าให้ฟังว่า
ถึงหน้าห้อง วางนตลงให้เดินเอง
นตไปตบประตู ป๊าบๆ
พออาม่าเปิดประตูมา
นตมองอาม่า หัวจรดเท้า สองรอบ
เช็คดูว่าอาม่าแต่งตัวเรียบร้อยหรือไม่
... ปรากฏว่า อาม่าเสร็จพอดี ...
นตเลยชูมือ ชี้นิ้วโบกไปทางบันได
ทำปากลิง ร้อง อู้ อู้ บอกอาม่าว่า งั้นก็ลงไปได้แล้ว รอกันอยู่........ คิก คิก เก่งจังลูกแม่
เดินกางร่มกันไปหน้าปากซอย
นตช่วยโบกเรียกแท๊กซี่เช่นเคย
ท่านี้แม่ชอบนัก ชูมือขวาขึ้นแนบหู แล้วขยับข้อมือ ตวัดหยอย ๆ โบกรถนี่อ่ะ น่าร๊ากกกกกก
ถึงร้านป๊าหนุ่มแล้ว (ร้านกระดุมทอง-ขายเสื้อผ้านักศึกษา)
นตก็เดินง่วนทั้งร้าน ผลุบเข้าออกห้องลองเสื้อ เล่นกับกระจก สนุกล่ะ
รอกู๋พงษ์ กับครอบครัวมาจอยรถตู้ ...ได้ 10 คน มุ่งหน้าไปคลองสานกัน
คนเยอะมาก มิน่าไม่ให้จองห้องล่ะ
ซ้งโภชนา ... เกือบเป็นเจ้าของทั้งซอยละ อีกไม่กี่ห้องเอง
ลูกหลานสามัคคีกัน ช่วยกันจดออร์เดอร์ เสริฟด้วย ....
สั่งอาหารแบบหน้ามืด ... นตกินข้าวกับปลา
มีสาวน้อยโต๊ะอื่นมาเนียน นัวเนียใกล้นตอีกแล้ว ไปที่ไหน ก็มีสาวๆ มาคลอเคลียใกล้ตลอดสิน่า
หม่าม๊าจัดเก้าอี้ให้นั่งซะเลย
ขำดี แม่มาตาม บ่นว่าอยากอยู่กับครอบครัวนี้เหรอ ไม่กลับบ้านรึไง ... หึ หึ
ก็เด็กบ้านนี้เยอะนี่ แค่นี้ ก็หนุ่ม 4 ละ ขาดสาวพรีมไปคนเดียวเอง
อิ่มหนำสำราญก็ทะยอยกันกลับขึ้นรถ
ก่อนออกรถ ทำพิธีกันนิดหน่อย
กราบอาม่าล้วงด้วยพวงมะลิสด ขอขมาละกรรม
อาม่าก็ให้พร ได้กันถ้วนหน้า
หม่าม๊าขึ้นแล้วก็ไม่ได้ลง นั่งเบาะคู่กันกับอาม่า อุ้มเจ้านตไว้บนตัก
ขำนต ยกมือไหว้ประหลกๆ พร้อมทุกคนที่เข้ามาไหว้ขอพรอาม่าล่ะ
ไหว้ไป ก็ร้อง จ้า จ้า.... แล้วก็ยิ้มหยีๆ ทะเล้นเสียจริง
...............................................................................
แด่ทุกทุกวันที่เรารักกัน
แด่ทุกทุกวันที่เรามีกันและกัน
.......................................................
เพียงแต่ขอให้ สองแก้มกลมนี้ เติบโต...
อยากมีชีวิต และหัวใจ ให้แข็งแกร่ง ได้เท่าครึ่งหนึ่งของใจแม่ ที่ฟูมฟักห่วงใยเจ้า
หวังไว้ เพียงแค่คำว่า พอ ของเวลาในชีวิตที่ดูเหมือนอาจยาวนาน
เพียงแค่ขอให้ ได้มีเวลา ชื่นชมรอยยิ้มของเจ้า ที่มุมปาก และ ดวงตา
ตราบนานเท่าลมหายใจนี้ของแม่
หลับตาลงครั้งใด
ขอให้เจ้าได้อุ่นใจ ว่าความรักและความห่วงใยของแม่ มีรายล้อมตัวเจ้าอยู่เสมอ
จงเรียนรู้ และ ใช้ชีวิต อย่างรู้ค่าของสิ่งรอบตัว
จงรู้จักตัวเองให้มาก ก่อนที่จะรู้จักสิ่งอื่น
จงจัดการกับตัวเองให้ได้ ก่อนคิดจะจัดการสิ่งใด
จงคิดที่จะรักตัวเองให้ดี ก่อนที่คิดจะแบ่งปันรักนั้นให้ใคร
จงคิดที่จะรักษาใจตัวเองให้มีแต่ความสุข สงบ ก่อนที่จะคิดขวนขวายหาจากที่ไหน ไกลออกไปนอกตัวเอง
(เก็บมาฝาก)
ข้าวผัด
ครั้งหนึ่งเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของภัตตาคารจีนบอกว่าอาหารจานที่ทำยากที่สุดคือข้าวผัด
ฟังดูไม่น่าเชื่อ เพราะข้าวผัดเป็นอาหารพื้นๆ ไม่พิสดาร (และแพง) เหมือนหูฉลาม เป็ดปักกิ่ง ฯลฯ
เมื่อถามถึงเหตุผล เขาบอกว่า เหตุที่ทำยากที่สุดเพราะข้าวผัดที่อร่อยนั้น ข้าวทุกเม็ดต้องถูกความร้อน สม่ำเสมอ ข้าวต้องไม่แฉะเกินไป เพราะจะติดกระทะ ไม่แห้งเกินไปเพราะจะแข็ง
การผัดให้ข้าวทุกเม็ดรับความร้อนต้องกวัดไกวตะหลิวเป็นจังหวะ ไม่เร็วเกินไป ไม่นานเกินไป ดังนั้นในการทดสอบหาพ่อครัวแม่ครัวประจำร้าน จึงมักให้ทดสอบด้วยการทำข้าวผัด
หลักการของการผัดข้าวที่ดีตรงกับหลักการใช้ชีวิตที่ดีเช่นกัน
ชีวิตคนเราก็เหมือนข้าวผัด ต้องให้ถูกความร้อนสม่ำเสมอ ไม่สุกเฉพาะบางส่วน ไม่ใช้ชีวิตเร็วเกินไป ไม่รีบร้อน แต่ก็ไม่ช้าเกินไป
บ่มจนเกิดปัญญา บ่มทั้งตัวจนมีความรู้ครบถ้วน ไม่สุกเอาเผากิน
เมื่อเรียนหนังสือ ก็เรียนเพื่อให้รู้ ไม่ใช่เรียนเอากระดาษแผ่นเดียว รู้ว่าเรารู้อะไร ไม่รู้อะไร แยกแยะความแตกต่างให้ออกระหว่าง 'ระบบการศึกษา' กับ 'ความรู้' ดังที่มหาเศรษฐี มัลคอล์ม ฟอร์บส์ กล่าวว่า จุดมุ่งหมายของการศึกษาคือการเปิดสมองให้กว้าง
อ่านหนังสือก็อ่านอย่างหลากหลาย อ่านเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น เนื่องจากการอ่านออกเป็นคนละเรื่องกับการรู้ว่าสมควรอ่านอะไร
ใช้ชีวิตอย่างอ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ แข็งแกร่ง แต่ไม่แข็งกระด้าง ใช้ชีวิตให้คุ้มกับทุกๆ นาทีที่ได้มา
กล้วยไม้เป็นพืชที่โตช้ามาก กว่าจะผลิดอกแต่ละดอก กินเวลานาน ต้องดูแลและให้ปุ๋ยต่อเนื่อง แต่เมื่อมีดอกแล้ว ดอกของมันอยู่ได้นานเป็นเดือนๆ
คนเราก็เช่นกล้วยไม้ ต้องฝึกฝน เคี่ยวกรำ ต้องใส่ปุ๋ยให้ตัวเองตลอดเวลา
ชีวิตคนเราสั้น เราจึงสมควรทำให้ชีวิตของเรา 'อร่อย'
แต่เราต้องเป็นคนปรุงอาหารชีวิตจานนี้เอง
(พิมพ์ครั้งแรก เปรียว 2551)
วินทร์ เลียววาริณ 26 กรกฎาคม 2551
คมคำคนคม
The purpose of life is to live it, to taste experience to the utmost, to reach out eagerly and without fear for newer and richer experience.
จุดหมายของชีวิตคือการใช้ชีวิต ลิ้มรสประสบการณ์เต็มที่ ไขว่คว้าหาประสบการณ์สดใหม่อย่างกระตือรือร้นและไม่มีความกลัว
Eleanor Roosevelt (1884 - 1962)
(ข้อความดี ไว้คิด...สอนตน)
เพื่อให้ความผิดหวังไม่เป็นพิษแก่จิตใจของเรา
ขอให้พยายามสร้างนิสัยนักศึกษาขี้นในตน
คือ มองสิ่งต่างๆ ในแง่ของการศึกษา ว่า
สิ่งนี้ให้ความรู้ และ ประสบการณ์อะไรแก่เราบ้าง
เพราะ ชีวิตจะต้องเดินทางผ่านประสบการณ์เป็นอันมาก
ความรู้ ความเข้าใจ ในชีวิตนั้นเป็นวิทยาการอันสุดเยี่ยม ยิ่งกว่าวิทยาการใดๆ
เมื่อเข้าใจชีวิตดีแล้ว จะเป็นผู้มีชีวิตอย่างมีทุกข์น้อยที่สุด หรือไม่มีทุกข์ทางใจเลย
...................................... |