<< December >>

S

M

T

W

T

F

S

30 

1 

2 

3 

4 

5 

10 

11 

12 

13 

14 

15 

16 

17 

18 

19 

20 

21 

22 

23 

24 

25 

26 

27 

28 

29 

30 

31 

<< 2008>>

สุข .. ในรัก
สุข .. ริมใจ
สุข .. เท่าที่มี
สุข .. ที่รู้ได้
สุข .. ที่เปลี่ยนไป
สุข .. เปิดเทอม
สุข .. ของพรีมจะ 30 วันแล้วจ้า
สุข .. แนบกาย
สุข .. ตามใจ
สุข .. ตุ่ย
สุข .. เย็น
สุข .. ภาวะ
สุข .. กับใจ
สุข .. ที่เห็น
สุข .. ในที
สุข .. ภายใน
สุข .. ชื่นใจ
สุข .. สราญ
สุข .. เจื้อยแจ้ว
สุข .. กับกาล
สุข ... แค่นี้พอ
สุข ... กันนะเรา
สุข ... นุ่ม ๆ
สุข...ในหัวใจ
สุข ... เล็กๆ น้อยๆ
สุข ... ค้ำใจ
สุข ... อิ่ม
สุข..ใต้เงา
สุข ... สบายใจ
สุข ... ตามคิด
สุข... กลางสัปดาห์
สุข ... สำรวจ
สุข .. เบา
สุข ... เล็ก ๆ
สุข ... สม
สุข ... ให้ยิ่ง
สุข ... ล่องหน
สุข...หมั่นเติม
สุข ... สะกิด








สุข .. กับกาล

 

“สงวนลิขสิทธิ์ ตามพรบลิขสิทธิ์ 2539 ห้ามผู้ใดละเมิดไม่ว่าการลอกเลียน
หรือการนำส่วนหนึ่งส่วนใดของภาพ และ ข้อความ  ในไดอารี่แห่งนี้ไปใช้ ทั้งโดยเผยแพร่และอ้างอิง
โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด
”

 

นั่งมองรูปสองแก้มกลม แล้วให้คิดว่า

เวลาผ่านไปเร็วนัก จริงๆ แหละ

นี่ถ้าไม่ได้คิดอะไร ไม่มีเด็กสองคนนี้

กับตัวเอง และ วิถีชีวิตที่ดำเนินอยู่ ก็จะรู้สึกเหมือนว่าไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปนัก

เรายังคงสนุกสนานกับชีวิต นัวเนียกับแม่ กับพี่น้องผองเพื่อน

อย่างเนียนแบบว่า ฉันยังคงแข็งแรง ยังคงความเป็นหนุ่มสาวเสมอ

 

สุข กับกาล

 

แต่หาใช่ไม่ นั่นคือการใช้ชีวิตอย่างประมาท

ลืมไปรึเปล่า ว่าต้องเตรียมตัวกับความเสื่อมเป็นธรรมดาของสังขาร และ สิ่งรอบกายอย่างไร

 

ไหนล่ะ ที่บอกว่า อยากเติบโตไปด้วยกัน อยากเห็นรอยยิ้มกันและกันทุกวัน

อยากเห็นวันสำเร็จของเจ้าสองแก้มกลม

แล้วเจ้าได้ดูแลตัวเองอย่างไร เพื่อให้อยู่อย่างไม่ลำบากกายและใจสำหรับตัวเอง และคนรอบข้าง

ไปจนกว่าจะถึงวันนั้น.............

 

ทำให้ได้ย้อนมองกลับมาภายในตัวเอง

ค้นหาคำตอบ ที่มักจะเกิดขึ้นกับตัวเองทุกครั้งเมื่อเวลาที่อยู่กับตัวเอง

“ฉันเกิดมาทำไม คนเราเกิดมาทำไม  ทำไมไม่อิ่มทิพย์ จะได้ไม่ต้องคิดสรรหาอะไรใส่ปากท้อง”

นั่นสิ.... ชีวิตทุกวันนี้ เหมือนอะไรไม่รู้ เติมไม่เต็ม ไม่เคยพอใจอะไรสักอย่าง

วิ่งไขว่คว้า ขวนขวายหาสิ่งใดหรือเจ้า

.....................................

นี่ไง...

ถ้าคนเรามีความพอเพียงในชีวิต

หยุดวิ่งหาความสุขนอกกายเมื่อใด

เราจะเรียนรู้เองว่า ... ความสุขมีอยู่รอบตัว ง่ายๆ โดยไม่ต้องสรรหาเลยสักนิด

นี่เอง ทำให้พึ่งเข้าใจ คำว่า ใจที่ประภัสสร

สุข กับกาล

 

/ / /

 

เค้าว่ากันว่า ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน

และอีกที่ว่า

ทุกอย่างมีเกิดขึ้น ดับไป ... มีอยู่ เฟื่องฟู และ เสื่อมได้ เช่นกัน หนีไม่พ้นสักอย่าง

 

ความรัก ก่อเกิด แย้มบาน แช่มชื่น ย่อมมีวันโรยรา และ แปรสภาพ

 

ความรักในชีวิตคู่ก็เฉกเช่นเดียวกัน

มันมีองค์ประกอบ และ ตัวแปรหลายหลากนัก

ความหนักแน่น มั่นคง ดำรงอยู่ในกรอบตามสมควรมี

เพื่อรักษาไว้ และ ถนอมน้ำใจซึ่งกันและกัน

มันมากกว่าคำว่า รัก

มันมากกว่าคำว่า ผูกพัน

เพราะมันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตกันไปแล้ว

 

สุข กับกาล

 

มันได้หล่อหลอม และ เติบโตมาด้วยกัน

เติบโตทั้งความรู้สึก และ พื้นที่ของหัวใจ

 

เปลี่ยนจากคำว่า “ฉัน” เป็น “เรา” แล้วแปรผันเป็น “ผู้ให้กำเนิดชีวิต” ถึงสองชีวิต สองหัวใจ ที่ต้องเต้นไปด้วยกัน

 

ไม่อยากให้จำนวนวัน และ เวลา บอกว่า ได้ก้าวผ่านอะไรมาเท่าใด

แต่อยากให้การมองชีวิต การดำเนินชีวิต การใช้ชีวิต เป็นตัวบอกคุณค่า ของความรักที่ได้มา และ มีอยู่

ลมหายใจต่อไป ต้องมีคุณค่ามากกว่าที่เคยมีมา

 

 

ระหว่างเรานั้น  มันมากมาย เกินคำบรรยาย

ระคนปนเปในความรู้สึก ทั้งปลาบปลื้ม-ขื่นขม เสียใจ-ดีใจ ร้าวใจ-สุขใจ อุ่นใจและหนาวใจ

ไม่มีหนทางใดที่โรยด้วยกลีบดอกไม้

ไม่มีทางเดินใดที่ราบเรียบปราศจากอุปสรรค

 

เพียงขอให้บั้นปลายชีวิตได้มีความสุข สงบ สดชื่น ราบรื่น ก็คงพอ

ยิ่งก้าวผ่านขวากหนามมากเท่าไร

การใช้ชีวิต มุมมองชีวิต ก็ต้องคมขึ้น ฉลาดขึ้น และ ผ่อนคลาย ให้ใจสุขได้มากขึ้น

 

เพียงเท่านี้ ที่ฉันสัมผัสได้ ในตอนช่วงขณะนี้ของชีวิตฉัน

 

สุข กับกาล

 

....................................................

 

การประคับประคองความรักนั้น

ก็เหมือนกับการดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล

บางครั้งอาจจะอ่อนแอเพราะปรับตัวตามอากาศไม่ทัน

 

แต่หากเราดูแลตัวเองเป็นอย่างดี รักษาให้ตรงจุด เราก็จะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม

เช่นเดียวกับการดำรงความรักให้คงอยู่กับคู่ชีวิต

ก็ต้องรู้จักปรับตัวให้เท่าทันกันตามความเปลี่ยนแปลง

ถ้ามีปัญหาก็แก้ให้ตรงจุด

 

สุข กับกาล

……………………..

 

หากทว่า ความรัก กับ คู่ชีวิต

มันต้องให้ความสำคัญพอๆ กัน จากคนสองคน

ช่วยเหลือ เกื้อกูล เปิดใจให้กันและกัน

หนักแน่น มั่นคง และ มีศรัทธาในการประคับประคองความรักนั้น

ความตั้งใจจากคนเดียว หาได้มีพลัง และ ยังผลได้มากมายมหาศาลไม่

/ / /

 

แด่ทุกทุกวันที่เรารักกัน

แด่ทุกทุกวันที่เรามีกันและกัน

 

สุข กับกาล

 

(เก็บมาฝาก)

 

การข่มตาหลับยากเย็นไหมสำหรับคุณ

แล้วต้องลำบากอีกหนตอนเปิดตาตื่นใช่หรือไม่

 

กลางวันเหน็ดเหนื่อย ท้อใจ ทุกข์ใจ

กลางคืนกังวล หวั่นไหว ไม่มีความสุข

 

ตื่นก็ร้อน...นอนก็ทุกข์... เป็นเพราะอะไร

มองหาแต่ความสุข กลับเจอแต่ความทุกข์


คนเรานี้...ทุกข์เพราะ "ความคิด" ยิ่งกว่าอะไรอื่น

 

…………………………………………….

ให้ใจเดินตาม อย่าเดินตามใจ


ใจ...เป็นที่อยู่ของความอยาก

ซึ่งหากไม่ได้รับการฝึกฝน ควบคุม

ความอยากจะกลายเป็นใหญ่ แล้วใจจะกลายเป็นทาส

อยากกิน จึงกินแบบไม่รู้อิ่มรู้พอ

อยากสบาย จึงเลือกที่จะทำอะไรก็ได้ โดยไม่ต้องแยกแยะถูก-ผิด ควร-ไม่ควร ดีหรือไม่ดี

อยากดัง จึงทำทุกวิถีทางโดยไม่เลือกวิธี ฯลฯ


ไม่มีอะไรน่ากลัวเท่า "ความอยาก" นี้

หากใจไม่รู้เท่าทันความอยาก ก็ยากที่จะควบคุมการกระทำ (แล้วความอยากจะควบคุมแทน)

 

การกระทำที่ขาดความควบคุม ขาดความยับยั้งชั่งใจ

ทำไปอย่างที่ใจมันอยาก โดยปราศจากการไตร่ตรอง ไม่มีใจคอยกรองหรือระงับยับยั้ง

ย่อมเหมือนกับรถที่ห้อตะบึงไป โดยไม่มีพวงมาลัยและคนขับ

จึงเพียงแต่พุ่งไปตามแรงดันของเครื่องเท่านั้น

 

ความจริงมีอยู่ว่า

ความสุขของทุกคนไม่ได้เกิดแต่สิ่งอื่น หรือเกิดในที่อื่นๆ

แต่เกิดแต่จิต (หรือเกิดที่ใจ) ของตนเท่านั้น

 

ที่เข้าใจว่าความสุขอยู่ที่นั่นอยู่ที่นี่

ความสุขอยู่ที่คนนั้นอยู่ที่คนนี้

หรือความสุขขึ้นอยู่กับสิ่งนั้นสิ่งนี้

 

นั่นเป็นความเข้าใจผิด

ที่จริงความสุขเกิดแต่จิต ความสุขอยู่ที่จิต

 

ถ้าจิตไม่เป็นสุขแล้ว ผู้อื่นผู้ใด สิ่งอื่นสิ่งใด ก็หาทำให้จิต (หรือใจ) เกิดสุขได้ไม่

 

สุข กับกาล 

 

/ / /

 

ท่าน ว.วชิรเมธี  ท่านได้ให้พร 4 ข้อ ดังนี้

  

  1. อย่าเป็นนักจับผิด

 

 คนที่คอยจับผิดคนอื่น แสดงว่า หลงตัวเองว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น ไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง

'กิเลสฟูท่วมหัว ยังไม่รู้จักตัวอีก'

 คนที่ชอบจับผิด จิตใจจะหม่นหมอง ไม่มีโอกาส 'จิตประภัสสร'

ฉะนั้น จงมองคน มองโลกในแง่ดี

'แม้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ถ้ามองเป็น ก็เป็นสุข'

 

  1. อย่ามัวแต่คิดริษยา

 

 'แข่งกันดี ไม่ดีสักคน ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน'

 คนเราต้องมีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

 คนที่เราริษยาเป็นการส่วนตัว มีชื่อว่า 'เจ้ากรรมนายเวร' 

ถ้าเขาสุข เราจะทุกข์ 

ฉะนั้น เราต้องถอดถอน ความริษยาออกจากใจเรา เพราะไฟริษยา เป็น 'ไฟสุมขอน' (ไฟเย็น)

เราริษยา 1 คน เราก็มีทุกข์ 1 ก้อน

 

 เราสามารถถอดถอนความริษยาออกจากใจเรา

โดยใช้วิธี 'แผ่เมตตา' หรือ ซื้อโคมมา แล้วเขียนชื่อคนที่เราริษยา  แล้วปล่อยให้ลอยไป

 

  1. อย่าเสียเวลากับความหลัง

 

 90% ของคนที่ทุกข์ เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ

'ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น'

 มนุษย์ที่สลัดความหลังไม่ออก เหมือนมนุษย์ที่เดินขึ้นเขาพร้อมแบกเครื่องเคราต่างๆ ไว้ที่หลังขึ้นไปด้วย

 ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว จงปล่อยมันซะ

'อย่าปล่อยให้คมมีดแห่งอดีต มากรีดปัจจุบัน'

'อยู่กับปัจจุบันให้เป็น'

ให้กายอยู่กับจิต  จิตอยู่กับกาย

คือมี 'สติ' กำกับตลอดเวลา

 

  1. อย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ

 

 'ตัณหา' ที่มีปัญหา คือ ความโลภ

ความอยากที่เกินพอดี  เหมือนทะเลไม่เคยอิ่มด้วยน้ำ   ไฟไม่เคยอิ่มด้วยเชื้อ

 

ธรรมชาติของตัณหา คือ 'ยิ่งเติมยิ่งไม่เต็ม'

 

 ทุกอย่างต้องดูคุณค่าที่แท้ ไม่ใช่ คุณค่าเทียม 

เช่น คุณค่าที่แท้ของนาฬิกา คืออะไร

คือ ไว้ดูเวลาไม่ใช่มีไว้ใส่เพื่อความโก้หรู

คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์มือถือ คืออะไร

คือไว้สื่อสาร แต่องค์ประกอบอื่นๆ ที่เสริมมาไม่ใช่คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์

 

 เราต้องถามตัวเองว่า

'เิกิดมาทำไม'

'คุณค่าที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ตรงไหน '

ตามหา 'แก่น' ของชีวิตให้เจอ

 

' คำว่า 'พอดี'  คือ ถ้า 'พอ' แล้วจะ 'ดี'

รู้จัก 'พอ' จะมีชีวิตอย่างมีความสุข'

 

………………………………….

 

พรใดที่ได้ หากรับได้ด้วยจิต สะท้อนสู่ใจ

ไตร่ตรองและ ใคร่ครวญดีแล้ว ....พรนั้นจะประเสริฐยิ่งกว่าสิ่งใด

 

ขอพรนี้ จะประสิทธิ์ประสาทแก่ผู้ได้รับพรเทอญ

 

Posted on Thu 21 Aug 2008 18:32

Comment
ขอบใจจ้าแม่ตุ๊ก

I'm trying to be neutral to everything....
not letting any wind wound my skin

เป็นให้เป็น

รู้ให้รู้

ไม่ผลักใส และ ไม่ใฝ่หา ความสุขใด นอกจากสุขชื่นใจ

...........
ป = ปูมนพรีม   
Wed 27 Aug 2008 16:35 [9]

แหม อยากต่อจากข้อ 3 ของท่าน ว


"อย่าปล่อยให้คมมีดแห่งปัจจุบัน กรีดเอาวันเวลาที่เหลือไป"


ปูยิ้มสวย ยิ้มเยอะ ๆ นะ
ป้าตุ๊ก   
Wed 27 Aug 2008 8:36 [8]

น้องๆน่ารักค่ะ .. แต่ยิ่งอ่านได ก้อยิ่งรู้สึกว่า จิง .. เลยนะค่ะเนี่ย
whitesnoopy.diaryclub.com   
Tue 26 Aug 2008 10:36 [7]

ยิ่งอ่านยิ่งใช่แทบทุกตัวอักษรเลยค่ะ
cfocusc.diaryclub.com   
Fri 22 Aug 2008 18:35 [6]

แวะมาทักทายค๊า คิดถึงนะค๊า

อ่านแล้วอ่ะ เศร้าจริงๆ ด้วย แต่ก็อย่างที่พี่ปูว่าในเม้นต์ล่ะเนอะ
littlepufy.diaryclub.com   
Fri 22 Aug 2008 16:17 [5]

ถึง คห 3....

ไดดูเศร้าเหรอคะ อิอิ

ก็มันเป็นความจริงของชีวิตนี่นา ที่ปูเห็นอยู่ มันก็เลยรู้สึกเศร้าจริงๆ....ขอบคุณนะคะ ที่รับรู้ได้

ตามหลักศาสนา ชีวิตคนที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฎสงสารนี้ ก็มีแต่ทุกข์เป็นหลักอยู่แล้ว... มันก็เลยดูเศร้า

เป็นปรกติของชี่วิต ที่มี สุข-เศร้า-เหงา-รัก

เพียงแต่.....ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งลวงตา เป็นสิ่งสมมติทั้งสิ้น

เรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งลวงตา อย่าเพียงแค่เห็น แต่ให้รู้จัก แล้วใช้ชีวิตอยู่กับมันให้ได้ อย่างที่ควรจะเป็น

นี่แหละ สุขในทุกข์ ที่อยากทำให้ได้ ในทุกๆ วันค่ะ .....

ป = ปูมนพรีม preme.diaryclub.com   
Fri 22 Aug 2008 9:44 [4]

วันนี้ไดฯคุณปูอ่านแล้วเศร้าจังค่ะ เฮ้อ+

ขอให้คุณปูเข้มแข็งต่อไปอย่างนี้นะคะ อย่าท้อ อย่าหมดหวัง อย่าสิ้นกำลังใจ แม้ยามใดที่คุณปูเศร้าใจ ขอให้นึกถึงเพื่อนคนนี้นะคะ จะเข้ามาบ่นๆ ก็ได้นะคะ เพื่อคุณปูจะได้สบายใบ และมีแรงต่อสู้กับโชคชะตาต่อไปค่ะ

เป็นกำลังใจนะคะ
nongvenus.diaryclub.com   
Thu 21 Aug 2008 21:15 [3]


แวะมาเยี่ยมแก้มกลมทั้งสอง

อ่านแล้วได้คิดดีจัง

happy ....... นะคะ
lifesucks.diaryclub.com   
Thu 21 Aug 2008 19:06 [2]

* 7 1 2 7 2 *

These 20 years mean so much to me....It's not only me, not us, but THEM.

To love and hold from that first day onwards......

preme.diaryclub.com


preme.diaryclub.com

ป = ปูมนพรีม   
Thu 21 Aug 2008 18:33 [1]


Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกตัวเลขก่อนส่ง